ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > จริต6

จริต6


จริต 6 ศาสตร์ในการอ่านใจคน

1.ราคะจริต 
 
   ลักษณะ • บุคลิกดี มีมาด
• น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ
• ติดในความสวย ความงาม ความหอม ความไพเราะ ความอร่อย
• ไม่ชอบคิด แต่ช่างจินตนาการ 
 
  จุดอ่อน
• ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่ได้ยาก
• ไม่มีเป้าหมายในชีวิต
• ไม่มีความเป็นผู้นำ
• ขี้เกรงใจ
• ขาดหลักการ
• มุ่งแต่บำรุงบำเรอผัสสะทั้ง 5 ของตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
• ชอบคำพูดหวานหู แต่อาจไม่ใช่ความจริง
• อารมณ์รุนแรง ช่างอิจฉาริษยา ชอบปรุงแต่ง

 วิธีแก้ไข • พิจารณาโทษของจิตที่ขาดสมาธิ
• ฝึกพลังจิตให้มีสมาธิเข้มแข็ง
• หาเป้าหมายที่แน่ชัดในชีวิต
• พิจารณาสิ่งปฏิกูลต่างๆ ของร่างกายมนุษย์เพื่อลดการติดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส


2. โทสจริต 
  ลักษณะ
• จิตขุ่นเคือง โกรธง่าย
• คาดหวังว่าโลกต้องเป็นอย่างที่ตัวเองคิด
• พูดตรงไปตรงมา
• ชอบชี้ถูกชี้ผิด เจ้าระเบียบ เคร่งกฎเกณฑ์
• แต่งตัวประณีต
• เดินเร็ว ตัวตรงแน่ว

 จุดแข็ง
• อุทิศตัวทุ่มเทให้กับการงาน
• มีระเบียบวินัยสูง ตรงเวลา
• วิเคราะห์เก่ง มองอะไรตรงไปตรงมา
• พูดคำไหนคำนั้น
• มีความจริงใจต่อผู้อื่น สามารถพึ่งพาได้
• ไม่ค่อยโลภ

  จุดอ่อน
• จิตขุ่นมัว ร้อนรุ่ม
• ไม่มีความเมตตา
• ไม่เป็นที่น่าคบค้าสมาคมของคนอื่น ไม่มีบารมี
• ไม่มีความคิดสร้างสรรค์
• สร้างวจีกรรมเป็นประจำ
• มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย

  วิธีแก้ไข • สังเกตดูอารมณ์ตัวเองเป็นประจำ
• เจริญเมตตาให้มากๆ
• คิดนานๆ ก่อนพูด และพูดทีละคำ ฟังทีละเสียง
• อย่างไปจริงจังกับโลกมากนัก
• เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ
• พิจารณาโทษของความโกรธต่อความเสื่อมโทรมของร่างกาย

3. โมหจริต 
  ลักษณะ • ง่วงๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ
• ดวงตาดูเศร้าๆ ซึ้งๆ
• พูดจาเบาๆ นุ่มนวลอ่อนโยน
• ยิ้มง่าย อารมณ์ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยโกรธใคร
• ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบทำตัวเป็นจุดเด่น
• เดินแบบลอยๆ ขาดจุดหมาย ไร้ความมุ่งมั่น

  จุดแข็ง
• ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าใจอะไรง่ายและชัดเจน
• มักตัดสินใจอะไรด้วยความรู้สึกได้ถูกต้อง
• ทำงานเก่ง โดยเฉพาะงานประจำ
• ไม่ค่อยทุกข์หรือเครียดมากนัก
• เป็นคนดี เป็นเพื่อนที่น่าคบ ไม่ทำร้ายคน

  จุดอ่อน
• ไม่มีความมั่นใจ มองตัวเองต่ำกว่าความจริง โทษตัวเองเสมอ
• หมกมุ่นแต่เรื่องตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น
• ไม่จัดระบบความคิด ทำเหมือนไม่มีความรู้
• ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นจุดเด่น
• สมาธิอ่อนและสั้น เบื่อง่าย
• อารมณ์อ่อนไหวง่าย ใจน้อย

  วิธีแก้ไข
• ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน
• ฝึกสมาธิสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง
• ให้จิตออกจากอารมณ์ โดยจัดให้ร่างกายเคลื่อนไหว หรือเล่นกีฬา
• แสวงหาความรู้และต้องจัดระบบความรู้ความคิด
• สร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต อย่าทำอะไรซ้ำซาก

4. วิตกจริต
 
ลักษณะ

• พูดน้ำไหลไฟดับ
• ความคิดพวยพุ่ง ฟุ้งซ่าน ไม่อยู่ในโลกความจริง
• มองโลกในแง่ร้ายว่าคนอื่นจะเอาเปรียบ กลั่นแกล้งเรา
• หน้าบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม
• เจ้ากี้เจ้าการ อัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่ง
• อยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง
• ผัดวันประกันพรุ่ง 

  จุดแข็ง
• เป็นนักคิดชั้นยอด มองอะไรทะลุปรุโปร่ง
• เป็นนักพูดที่จูงใจคนเก่ง เป็นผู้นำไนหลายวงการ
• ละเอียดรอบคอบ เจาะลึกในรายละเอียด
• เห็นความผิดเล็กน้อยที่คนอื่นมองไม่เห็น 

  จุดอ่อน
• มองจุดเล็ก ลืมมองภาพใหญ่
• เปลี่ยนแปลงความคิดตลอดเวลา ไม่รักษาคำมั่นสัญญา
• มีแต่ความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มีวิญญาณ ลังเล มักตัดสินใจผิดพลาด
• มักทะเลาะวิวาท เอารัดเอาเปรียบ ทำร้ายจิตใจผู้อื่น
• มีความทุกข์ เพราะเห็นแต่ปัญหา แต่หาทางแก้ไม่ได้ 

  วิธีแก้ไข
• เลือกที่จะคิด อย่าให้ความคิดลากไป
• ฝึกสมาธิแบบอานาปานสติเพื่อสงบสติอารมณ์
• เลิกคิดอกุศลจิต คลายจากความฟุ้งซ่าน
• สร้างวินัย ต้องสร้างกรอบเวลา
• ฝึกมองภาพรวม คิดให้ครบวงจร
• หัดมองโลกในแง่ดี
• พัฒนาสมองซีกขวา

5. ศรัทธาจริต 
 
  ลักษณะ • ยึดมั่นอย่างแรงกล้าในบุคคล หลักการ หรือความเชื่อ
• ย้ำคิดย้ำพูดในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือและศรัทธา
• คิดว่าตัวเองเป็นคนดี น่าศรัทธา ประเสริฐกว่าคนอื่น
• เป็นคนจริงจัง พูดมีหลักการ

  จุดแข็ง • มีพลังจิตสูงและเข้มแข็ง
• พร้อมจะเสียสละเพื่อผู้อื่น
• ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมไปสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม
• มีพลังขับเคลื่อนมหาศาล
• มีความเป็นผู้นำ

  จุดอ่อน • หูเบา ถูกหลอกง่าย เรื่องของความเชื่ออยู่เหนือเหตุผล
• ยิ่งศรัทธามาก ปัญญายิ่งลดน้อยลง
• ไม่ประนีประนอม
• จิตใจคับแคบ ไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่าง
• ทำได้ทุกอย่างแม้แต่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

  วิธีการแก้ไข • นึกถึงกาลามสูตร ใช้หลักเหตุผลพิจารณาเหนือความเชื่อ
• ใช้ปัญญานำทาง และใช้ศรัทธาเป็นพลังในการขับเคลื่อน
• เปิดใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ
• ลดความยึดมั่นในตัวกูของกู
• ลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวบุคคลหรืออุดมการณ์

6. พุทธิจริต 

  ลักษณะ
• คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล
• พร้อมรับความคิดที่แตกต่างไปจากของตนเอง
• มองเรื่องต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่ง
• ช่างสังเกต
• มีความเมตตา ไม่เอาเปรียบคน
• หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกาย ไม่ทุกข์

  จุดแข็ง
• เห็นเหตุผลชัดเจน และรู้วิธีการแห้ไขปัญหาต่างๆ อย่างถูกต้อง
• อัตตาต่ำ เปิดใจรับข้อเท็จจริง
• จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่จมปลักกับอดีต และไม่กังวลกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต
• พัฒนาและปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอ
• เป็นกัลยาณมิตร

  จุดอ่อน
• มีความเฉื่อยชา ไม่ต้องการพัฒนาจิตวิญญาณ
• ชีวิตราบรื่นมาตลอด หากต้องเผชิญพลังด้านลบอาจเอาตัวไม่รอด
• ไม่มีความเป็นผู้นำ จิตไม่มีพลังพอที่จะดึงดูดคนให้คล้อยตาม

  วิธีแก้ไข
• ถามตัวเองว่าพอใจแล้วหรือกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
• เพิ่มพลังสติ สมาธิ พัฒนาจิตใจให้มีพลังขับเคลื่อนแรงขึ้น
• เพิ่มความเมตตา พยายามทำประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น



ผู้ตั้งกระทู้ สันติ :: วันที่ลงประกาศ 2011-12-07 07:02:13


[1]

ความเห็นที่ 1 (50148)

จริต 6.....จริต แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตชอบท่องเที่ยว หรืออารมณ์ที่ชอบท่องเที่ยวของจิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มี 6 ประการคือ


1.ราคจริต จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่รักสวยรักงาม คือ พอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล ชอบการมีระเบียบ สะอาด ประณีต พูดจาอ่อนหวาน เกลียดความเลอะเทอะ

2.โทสจริต มีอารมณ์มักโกรธ เป็นคนขี้โมโหโทโส จะเป็นคนที่แก่เร็ว พูดเสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ แต่งตัวไม่พิถีพิถัน เป็นคนใจเร็ว

3.โมหจริต มีอารมณ์จิตลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ชอบสะสมมากกว่าจ่ายออก มีค่าหรือไม่มีค่าก็เก็บหมด นิสัยเห็นแก่ตัว อยากได้ของของคนอื่น แต่ของตนไม่อยากให้ใคร ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล เรียกว่า เป็นคนชอบได้ ไม่ชอบให้

4.วิตกจริต มีอารมณ์ชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ คนประเภทนี้เป็นโรคประสาทมาก มีหน้าตาไม่ใคร่สดชื่น แก่เกินวัย หาความสุขสบายใจได้ยาก

5.สัทธาจริต มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ เชื่อโดยไร้เหตุผล พวกนี้ถูกหลอกได้ง่าย ใครแนะนำก็เชื่อโดยไม่พิจารณา

6.พุทธิจริต เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ การคิดการอ่าน ความทรงจำดี
      อารมณ์ที่กล่าวมา 6 ประการนี้ บางคนมีอารมณ์ทั้ง 6 อย่างนี้ครบถ้วน บางรายก็มีไม่ครบ มีมากน้อยกว่ากันตามอำนาจวาสนาบารมีที่อบรมมาในชาติอดีต อารมณ์ที่มีอยู่คล้ายคลึงกัน แต่ความเข้มข้นรุนแรงไม่เสมอกันนั้น เพราะบารมีที่อบรมมาไม่เสมอกัน
 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันติ วันที่ตอบ 2011-12-07 07:04:24


ความเห็นที่ 2 (50149)

จริต คือ อะไร ..... แนวคิดเกี่ยวกับ จริต ซึ่งเป็นทฤษฏีบุคลิกภาพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีการใช้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมานานกว่า 2,500 ปี ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฏก คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และเรื่องราวในพุทธประวัติหลายเหตุการณ์ ซึ่งเรื่องของจริตนั้นสังเคราะห์จากแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาจำแนกบุคคล เพื่อเลือกกิจกรรมในการพัฒนาปัญญาให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น ๆ ซึ่งทำให้การพัฒนาปัญญาดำเนินไปอย่างได้ผลรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง

   จีรังจริต 6 คือ ทฤษฎีบุคลิกภาพตามแนวพุทธปรัชญา ซึ่งพัฒนาประยุกต์ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในวงกว้าง เพื่อสร้างเสริม โลกิยปัญญา (รู้แจ้งรู้จริงในความรู้ทางโลก) และโลกุตตรปัญญา (รู้แจ้งเห็นจริงในทางธรรม) โดยมีการพัฒนาโปรแกรมแบบสำรวจที่มีมาตรฐานและความเที่ยงตรงสูงเป็นเครื่องมือในการวัดบุคลิกภาพ

   จริต คือ ลักษณะนิสัยพื้นฐานที่ประพฤติปฏิบัติ เป็นพฤติกรรมตามสภาพของจิตใจอันเป็นปกติของบุคคลนั้น โดยแบ่งออกเป็น 6 แบบ คือ

1. ราคจริต (คุณรักงาม) มีลักษณะเป็นคนสุนทรีย์ในอารมณ์ รักสวยรักงาม พูดจาอ่อนหวาน สะอาด ประณีต
2. โทสจริต (คุณเก่งเกณฑ์) มีลักษณะเป็นคนจริงจัง เจ้าระเบียบ ใจร้อน โมโหง่าย ชอบชี้นำ พูดดัง เดินเร็ว
3. โมหจริต (คุณฝันซึ้ง) มีลักษณะเป็นคนชอบคิดฝัน ชอบสะสม ยิ้มง่าย พูดไม่เก่ง ไม่ค่อยมั่นใจตนเอง เชื่อคนง่าย
4. วิตกจริต (คุณสลับใจ) มีลักษณะเป็นคนชอบคิดการณ์ไกล แต่เปลี่ยนใจบ่อย หน้าตาไม่ค่อยสดชื่น พูดเก่ง ละเอียดลออ
5. ศรัทธาจริต (คุณเลิศหลง) มีลักษณะเป็นคนนับถือตนเอง เสียสละ มีหลักการ มีศรัทธาแรงกล้าในสิ่งที่เชื่อถือ
6. พุทธิจริต (คุณปัญตา) มีลักษณะเป็นคนมีไหวพริบ จดจำเรียนรู้ได้ดี มีปัญญาดี ประนีประนอม สุภาพ มีเมตตาสูง

   เป็นธรรมชาติของบุคลิกภาพแต่ละคนที่จะมีจริตผสมอยู่ทุกแบบแต่สัดส่วนแตกต่างกันไป แต่มักจะมีจริตเด่นในสัดส่วนที่สูงอยู่ 1-2 แบบในคน ๆ เดียวกัน โดยทฤษฏีตามแนวพุทธปรัชญาเชื่อว่า เหตุที่คนเรามีจริตแตกต่างกันเกิดจาก “กรรมในอดีต” และสัดส่วนองค์ประกอบของ “ธาตุทั้ง 4” ภายในร่างกายของแต่ละคน

รู้จริตแล้วได้ประโยชน์อะไร...ความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะด้านการศึกษา การงาน ครอบครัว หรือด้านอื่น ๆ มีปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถในการทำหน้าที่และมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องเข้าใจธรรมชาติของตนเองและผู้อื่นเป็นอย่างดี ว่ามีลักษณะนิสัยพื้นฐานเป็นอย่างไร รู้ข้อดีและข้อจำกัดของกันและกัน เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในบทบาทของแต่ละคน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในองค์กรและสังคมประเทศ่ชาติ ซึ่งองค์ความรู้ด้านจริตนั้น จะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของตนเองและผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นบุคลิกภาพพื้นฐานตามที่เป็นจริงในปัจจุบัน

   ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการรู้จริตนั้น คือ ประโยชน์ด้านการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพเพื่อการประกอบอาชีพ และการพัฒนาด้านจิต (อารมณ์) และจิตวิญญาณ(ปัญญา) ซึ่งต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมกับจริต ถึงจะได้ผลดี การรู้จริตของตน ทำให้เกิดการรับรู้ว่าจะต้องพัฒนาตนเองอย่างไร มีสิ่งใดที่เหมาะสมอยู่แล้ว มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเอง และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข

ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่า “ตนเอง” จริตอะไร...การวิเคราะห์จริตของบุคคลนั้นทำได้ค่อนข้างยาก วิธีแรกเป็นวิธีดั้งเดิมต้องอาศัยผู้มีญาณหยั่งรู้เป็นผู้พิจารณา วิธีที่สองต้องใช้ชีวิตใกล้ชิดกับผู้มีความรู้ความชำนาญเรื่องจริตระยะเวลาหนึ่งแล้วให้ช่วยพิจารณาให้ โดยจะพิจารณาจากการทำงาน การเดิน การนอน การนุ่งห่ม การรับประทานอาหาร และปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ รอบกาย วิธีที่สามต้องศึกษาและวิเคราะห์ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งสามวิธีนั้นเป็นวิธีที่ปฏิบัติได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ สำนักฝึกอบรม จีรัง เฮลธ์ วิลเลจ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนา แบบสำรวจบุคลิกภาพพื้นฐาน จีรังจริต 6 เพื่อใช้ประโยชน์ต่องานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้วิเคราะห์บุคลิกภาพบุคคลเพื่อออกแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพสูง เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสร้างเสริมความรู้ด้านต่าง ๆ และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาปัญญา สามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติธรรมได้อย่างเหมาะสมกับจริตของตน


   แบบสำรวจบุคลิกภาพพื้นฐาน จีรังจริต 6 นี้ ช่วยให้ทุกท่านสามารถทราบได้ว่าตนเองจริตอะไร โดยใช้เวลาในการทำแบบสอบถามเพียง 20 นาที โดยแบบสอบถามมี 2 ส่วน


ส่วนที่ 1 : ข้อคำถามจำนวน 90 ข้อ ให้อ่านอย่างช้า ๆ แล้วตอบคำถามทันทีทีละข้อตามลำดับ โดยเลือกตอบตามความเห็นของตนที่แท้จริงเพียงคำตอบเดียว

ส่วนที่ 2 : ให้อ่านลักษณะบุคลิกภาพพื้นฐาน 6 แบบ แล้วพิจารณาเปรียบเทียบกับตนเอง แล้วจัดอันดับใส่ตัวเลขเรียงลำดับจากน้อยไปมาก 1-6 แบบใดเหมือนกับตนเองน้อยที่สุดให้ใส่ 1 เรียงลำดับไปจนถึงแบบใดเหมือนกับตนเองมากที่สุดให้ใส่ 6 (ตัวเลขต้องไม่ซ้ำกัน).

ผู้แสดงความคิดเห็น สันติ วันที่ตอบ 2011-12-07 07:12:29


ความเห็นที่ 3 (50150)

จริต6.....จริต แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตท่องเที่ยวหรืออารมณ์เป็นที่ชอบท่องเที่ยวของ จิตนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประมวลไว้เป็น ๖ ประการด้วยกัน คือ

๑. ราคจริต... จิตท่องเที่ยวไปไปในอารมณ์ที่รักสวยรักงาม คือพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล รวมความว่าอารมณ์ที่ท่องเที่ยวไปในราคะ คือ ความกำหนัด ยินดีนี้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของจริต มีอารมณ์หนักไปในทางรักสวยรักงาม ชอบการมีระเบียบ สะอาด ประณีต มีกิริยาท่าทางละมุนละไมนิ่มนวล เครื่องของใช้สะอาดเรียบร้อย บ้านเรือนจัดไว้อย่างมี ระเบียบ พูดจาอ่อนหวาน เกลียดความเลอะเทอะสกปรก การแต่งกายก็ประณีต ไม่มีของใหม่ก็ ไม่เป็นไร แม้จะเก่าก็ต้องสะอาดเรียบร้อย ราคจริต มีอารมณ์จิตรักสวยรักงามเป็นสำคัญ อย่าตี ความหมายว่า ราคจริต มีจิตมักมากในกามารมณ์ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นพลาดถนัด

๒. โทสจริต... มีอารมณ์มักโกรธเป็นเจ้าเรือน เป็นคนขี้โมโหโทโส อะไรนิดก็โกรธ อะไร หน่อยก็โมโห เป็นคนบูชาความโกรธว่าเป็นของวิเศษ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้โกรธเคือง โมโหโทโส ใครเสียบ้างแล้ว วันนั้นจะหาความสบายใจได้ยาก คนที่มีจริตหนักไปในโทสจริตนี้ แก่เร็ว พูด เสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ ไม่ใคร่ละเอียดถี่ถ้วน แต่งตัวไม่พิถีพิถัน เป็นคนใจเร็ว

๓. โมหจริต... มีอารมณ์จิตลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ชอบสะสมมากกว่าการจ่ายออก ไม่ว่า อะไรเก็บดะ ผ้าขาดกระดาษเก่า ข้าวของตั้งแต่ใดก็ตาม มีค่าควรเก็บหรือไม่ก็ตามเก็บดะไม่เลือก มีนิสัยเห็นแก่ตัว อยากได้ของของคนอื่น แต่ของตนไม่อยากให้ใคร ชอบเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล รวมความว่าเป็นคนชอบได้ ไม่ชอบให้

๔. วิตกจริต... มีอารมณ์ชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด มีเรื่องที่จะต้องพิจารณานิดหน่อย ก็ต้องคิดตรองอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าตัดสิน คนประเภทนี้เป็นโรคประสาทมาก มีหน้าตาไม่ใคร่สดชื่น ร่างกายแก่เกินวัย หาความสุขสบายใจได้ยาก

๕. สัทธาจริต... มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ เชื่อโดยไร้เหตุไร้ผล พวกที่ ถูกหลอกลวงก็คนประเภทนี้ มีใครแนะนำอะไรตัดสินใจเชื่อโดยไม่ได้พิจารณา

๖. พุทธจริต... เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาดเฉลียว มีปฏิภาณไหวพริบดี การคิดอ่านหรือการทรงจำก็ดีทุกอย่าง อารมณ์ของชาวโลกทั่วไป

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประมวลอารมณ์ว่า อยู่ในกฎ ๖ ประการตามที่กล่าวมาแล้วนี้ บางคนมีอารมณ์ทั้ง ๖ อย่างนี้ครบถ้วน บางรายก็มีไม่ครบ มีมากน้อย ยิ่งหย่อนกว่ากันตามอำนาจวาสนาบารมีที่อบรมมาในการละในชาติที่เป็นอดีต อารมณ์ที่มีอยู่คล้าย คลึงกัน แต่ความเข้มข้นรุนแรงไม่เสมอกัน ทั้งนี้ก็เพราะบารมีที่อบรมมาไม่เสมอกัน ใครมีบารมี ที่มีอบรมมามาก บารมีในการละมีสูงอารมณ์จริตก็มีกำลังต่ำไม่รุนแรง ถ้าเป็นคนที่อบรมในการละ มีน้อย อารมณ์จริตก็รุนแรง จริตมีอารมณ์อย่างเดียวกันแต่อาการไม่สม่ำเสมอกันดังกล่าวแล้ว
 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันติ วันที่ตอบ 2011-12-07 07:16:00


ความเห็นที่ 4 (50151)

คำว่าจริยา หมายถึงลักษณะอันเป็นพื้นฐานของจิต หรือนิสัยอันเป็นพื้นเพของบุคคลแต่ละคน
คำว่าจริต ใช้เรียกบุคคลที่มีจริยาอย่างนั้นๆ เช่น คนมีโทสจริยา เรียกว่า โทสจริต

จริตนั้นแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 6 ประเภท หรือ 6 จริต คือ

๑.ราคจริต .....คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ละมุนละไม ชอบสิ่งที่สวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อยๆ สัมผัสที่นุ่มละมุน และจิตใจจะยึดเกาะกับสิ่งเหล่านั้นได้เป็นเวลานานๆ

๒.โทสจริต
.....คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรง โผงผาง เจ้าอารมณ์

๓.โมหจริต
.....คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางโมหะ เขลา เซื่องซึม เชื่อคนง่าย งมงาย ขาดเหตุผล มองอะไรไม่ทะลุปรุโปร่ง

๔.วิตักกจริต
.....หรือวิตกจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางฟุ้งซ่าน คิดเรื่องนี้ทีเรื่องนั้นที เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่สามารถยึดเกาะกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ
วิตก แปลว่าการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือการเพ่งจิตสู่ความคิดในเรื่องต่างๆ ไม่ได้หมายถึงความกังวลใจ วิตกจริตจึงหมายถึง ผู้ที่เดี๋ยวยกจิตสู่เรื่องโน้น เดื๋ยวยกจิตสู่เรื่องนี้ ไม่ตั้งมั่น ไม่มั่นคงนั่นเอง

๕.ศรัทธาจริต
.....หรือสัทธาจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางศรัทธา น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสได้ง่าย ซึ่งถ้าเลื่อมใสในสิ่งที่ถูกก็ย่อมเป็นคุณ แต่ถ้าไปเลื่อมใสในสิ่งที่ผิดก็ย่อมเป็นโทษต่างจากโมหจริตตรงที่โมหจริตนั้นเชื่อแบบเซื่องซึม ส่วนศรัทธาจริตนั้นเชื่อด้วยความเลื่อมใส เบิกบานใจ
๖.ญาณจริต หรือพุทธิจริต คือผู้มีปกตินิสัยหนักไปทางชอบคิด พิจารณาด้วยเหตุผลอย่างลึกซึ้ง ชอบใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง ไม่เชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผล

โดยความเป็นจริงแล้ว คนเรามักมีจริตมากกว่า 1 อย่างผสมกัน เช่น ราคโทสจริต ราคโมหจริต โทสโมหจริต ราคโทสโมหจริต สัทธาพุทธิจริต สัทธาวิตกจริต พุทธิวิตกจริต สัทธาพุทธิวิตกจริต เป็นต้น เมื่อรวมกับจริตหลัก 6 ชนิด จึงได้เป็นบุคคล 14 ประเภท หรือ 14 จริต

ซึ่งบุคคลแต่ละจริตก็เหมาะที่จะทำกรรมฐานแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป
 

ผู้แสดงความคิดเห็น สันติ วันที่ตอบ 2011-12-07 07:23:45



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.