ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > อารมณ์ของสมถะกัมมัฏฐาน / สติปั...

อารมณ์ของสมถะกัมมัฏฐาน / สติปัฏฐาน ๔ / อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕


อารมณ์ของสมถะกัมมัฏฐาน  ที่มีมาในพระบาลี มี ๙ แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ




หมวดที่ ๑ สติปัฏฐาน ๔ (ธรรมที่เป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งสติ)

1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้ง ณ ภายใน และ ณ ภายนอก
2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้ง ณ ภายใน และ ณ ภายนอก
3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้ง ณ ภายใน และ ณ ภายนอก
4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้ง ณ ภายใน และ ณ ภายนอก






หมวดที่ ๒ อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ (ธรรมที่ควรพิจารณาเนืองๆ)

1.ชราธัมมตา พิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่ เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้
2.พยาธิธัมมตา พิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความเจ็บ เป็นธรรมดาไม่มีใครล่วงพ้นไปได้
3.มรณธัมมตา พิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความตาย เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้
4.ปิยวินาภาวตา พิจารณาเนืองๆ ว่า เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น (แม้แต่ตัวเองอันเป็นที่รักของตน)
5.กัมมัสสกตา พิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว จักต้องรับผลของกรรม เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว




ตามนัยคัมภีร์วิสุทธิมรรค และคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ มี ๗ หมวด คือ



หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐

มี...ภูตกสิณ ๔ (กสิณดิน-กสิณน้ำ-กสิณไฟ-กสิณลม) ได้แก่
1. ปฐวีกสิณ การเพ่ง ดิน เป็นอารมณ์
2. อาโปกสิณ การเพ่ง น้ำ เป็นอารมณ์
3. เตโชกสิณ การเพ่ง ไฟ เป็นอารมณ์
4. วาโยกสิณ การเพ่ง ลม เป็นอารมณ์

มี...วัณณกสิณ ๔ (กสิณสี) ได้แก่
5. นีลกสิณ
การเพ่ง สีเขียว เป็นอารมณ์
6. ปีตกสิณ การเพ่ง สีเหลือง เป็นอารมณ์
7. โลหิตกสิณ การเพ่ง สีแดง เป็นอารมณ์
8. โอทาตกสิณ การเพ่ง สีขาว เป็นอารมณ์

มี...กสิณอื่นอีก ๒ (กสิณแสง) ได้แก่
9. อาโลกกสิณ
การเพ่ง แสงสว่าง เป็นอารมณ์
10. อากาสกสิณ การเพ่ง อากาศ เป็นอารมณ์



หมวดที่ ๒ อสุภะ ๑๐ ได้แก่
1.อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด
2.วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ
3.วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ)
4.วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน
5.วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว
6.วิกขิตตกะ ซากศพที่กระจุยกระจาย
7.หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกฟัน บั่นเป็นท่อนๆ
8.โลหิตกะ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด)
9.ปุฬุวกะ ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด
10.อัฏฐิกะ ซากศพที่เหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือเหลือแต่ท่อนกระดูก



หมวดที่ ๓ อนุสสติ ๑๐ ได้แก่
1.พุทธานุสสติ
ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
2.ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม
3.สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
4.สีลานุสสติ ระลึกถึงศีล
5.จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาค
6.เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา
7.มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน
8.กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่าไม่งาม น่าเกลียด โสโครก
9.อานาปานัสสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก
10.อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพาน



หมวดที่ ๔ พรหมวิหาร ๔ ได้แก่
1.เมตตา
ความรักใคร่ ปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข
2.กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์
3.มุทิตา ความยินดีในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข
4.อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจหรือเสียใจ ในเมื่อสุดวิสัยที่จะช่วยได้



หมวดที่ ๕ อรูปกัมมัฏฐาน ๔ (อรูปฌาน ๔)
1.อากาสานัญจายตนฌาน
เพ่งอากาศว่างไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์
2.วิญญานัญจายตนฌาน เพ่งวิญญาณไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์
3.อากิญจัญญายตนฌาน เพ่งความไม่มี ความว่าง ความว่างเปล่า เป็นอารมณ์ จนในที่สุด มนสิการเอาความว่างแม้นิดหนึ่ง หน่อยหนึ่งก็ไม่มี เป็นอารมณ์
4.เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพ่งความมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เป็นอารมณ์

หมวดที่ ๖ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

หมวดที่ ๗ จตุธาตุววัฏฐาน การกำหนดพิจารณาให้เห็นเป็นเพียงธาตุ ๔




สมถกัมมัฏฐาน ๔๐ เหล่านี้ เป็นหลักสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถเลือกปฏิบัติให้เหมาะกับจริตอัธยาศัยของตน (ดูกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่จริตต่างๆ)



ผู้ตั้งกระทู้ สันติ :: วันที่ลงประกาศ 2011-12-08 06:56:43


[1]

ความเห็นที่ 1 (50260)

กรรมฐาน 40 วิธี    แบ่งออกเป็น 7 หมวด ดังนี้             

หมวดกสิน ๑๐   เป็นการทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง

๑. ปฐวีกสิน  เพ่งธาตุดิน
๒. อาโปกสิณ  เพ่งธาตุน้ำ
๓. เตโชกสิณ  เพ่งไฟ
๔. วาโยกสิน  เพ่งลม
๕. นีลกสิน เพ่งสีเขียว
๖. ปีตกสิน  เพ่งสีเหลือง
๗. โลหิตกสิณ  เพ่งสีแดง
๘. โอฑาตกสิณ  เพ่งสีขาว
๙. อาโลกกสิณ  เพ่งแสงสว่าง
๑๐. อากาศกสิณ  เพ่งอากาศ

 

 หมวดอสุภกรรมฐาน ๑๐    เป็นการตั้งอารมณ์ไว้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงดงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก น่าเกลียด ของกายนี้

๑๑. อุทธุมาตกอสุภ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด
๑๒. วินีลกอสุภ  วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว 
เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตาย จึงมีสีเขียวมาก
๑๓. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน  เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ
๑๔. วิฉิททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย
๑๕. วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน
๑๖. วิกขิตตกอสุภ  เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง
๑๗. หตวิกขิตตกอสุภ  คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่
๑๘. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ
๑๙. ปุฬุวกอสุภ  คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่
๒๐. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก

 

อนุสสติกรรมฐาน ๑๐...อนุสสติ แปลว่า ตามระลึกถึง เมื่อเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะแก่จริต จะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ ตั้งมั่นได้รวดเร็ว

๒๑. พุทธานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
๒๒. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
๒๓. สังฆานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
๒๔. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์
๒๕. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์
๒๖. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
๒๗. มรณานุสสติกรรมฐาน  ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
๒๘. กายคตานุสสติกรรมฐาน  เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต
๒๙. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต
๓๐. อุปสมานุสสติกรรมฐาน  ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์

 

หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา

๓๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส



หมวดจตุธาตุววัฏฐาน
๓๒. จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

 

หมวดพรหมวิหาร ๔      พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม พรหมแปลว่าประเสริฐ
พรหมวิหาร ๔ จึงแปลว่า คุณธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่

๓๓. เมตตา  คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน  ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์
๓๔. กรุณา ความสงสารปราณี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์
๓๕. มุทิตา   มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน
๓๖. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย


มวดอรูปฌาณ ๔
เป็นการปล่อยอารมณ์ ไม่ยึดถืออะไร มีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุขประณีต ในฌานที่ได้ ผู้จะเจริญอรูปฌาณ ๔ ต้องเจริญฌานในกสินให้ได้ฌาณ ๔ เสียก่อน แล้วจึงเจริญอรูปฌาณจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

๓๗. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
๓๘. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
๓๙. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตราย ไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์
๔๐. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จะหนาว ร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

ผู้แสดงความคิดเห็น สันติ วันที่ตอบ 2011-12-08 07:11:08



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2011 All Rights Reserved.